หมู่บ้านซัวโพ (Soupo) และ หมู่บ้านจงลู่ (Zhonglu) ... ดินแดนพันป้อมศิลา

เขาร่ำลือกันว่า "ตันปา" ... นอกจากเป็น เมืองสาวงาม ธรรมชาติแสนล้ำเลิศแล้ว ยังเป็นเมืองพันป้อมศิลาด้วย ... มาเห็นกับตาว่าเยอะขนาดไหน ก็ที่ หมู่บ้านซัวโพ (Soupo) กับ จงลู่ (Zhonglu) นี่แหละ ...
มองไปบนเขา เห็นแท่งๆ ตั้งโด่เด่เกลื่อนกลาดเป็นดง แคบก็แคบ สูงก็สูง อาศัยหลับนอนก็ไม่น่าได้ เป็นที่สงสัยว่าทำไมต้องเยอะขนาดน้าน ... ความอยากรู้อยากเห็นทำให้ต้องถามเพื่อนชาวทิเบตและคนขับรถตู้ (ท่านนี้น่าได้รับเกียรติให้เป็นสุดยอดไกด์ ความรู้มากมายมหาศาล แถมรู้จักคนไปทั่วทั้งเมือง ทุกหมู่บ้าน ... เจ๋งแค่ไหน ก็พาเราเข้าหมู่บ้านได้ฟรีหลายที่น่ะ)
เขาเล่าว่า สมัยก่อนมีการสู้รบกันบ่อย เลยต้องสร้างป้อมนี้เอาไว้เป็นหอสังเกตการณ์ คอยดูข้าศึก แล้วเขาก็จะสร้างตาม border line ของหมู่บ้านน่ะ เรามองไปก็จะเห็นป้อมยืนเรียงไต่ระดับเป็นแถ๊ว ...

* หมู่บ้านซัวโพยามเช้า ... อุดมด้วยป้อมศิลาเต็มทั่วทั้งเขา
พอระยะหลังมา ... การสร้างป้อมศิลา เหมือนกลายมาเป็นค่านิยม จะด้วยได้ลูกชาย หรือด้วยศรัทธา หรืออยากบอกคนทั้งโลกว่าบ้านฉันเจ๋ง ก็ไม่รู้ ... เลยสร้างกันใหญ่ ป้อมที่เราเห็นก็เลยมีทั้งเก่าเป็นพันปี ใหม่ก็หลักร้อยปี มีทั้งแบบสี่เหลี่ยม หกเหลี่ยม แปดเหลี่ยม ย่อมุม 13 เหลี่ยม ... ตามความคิดสร้างสรรค์ ให้คนรุ่นหลังได้อัศจรรย์ใจ

เราได้ไปที่จุดชมวิว ... ยืนมองหมู่บ้านซัวโพ จากอีกฟากนึงของแม่น้ำ ... ฉันอยากเข้าไปถ่ายรูปใกล้ๆ แต่เพื่อนชาวทิเบตบอกว่า ต้องใช้เวลาเยอะ แล้วต้องเดินขึ้นเขาไปไกล ... เวลาที่มีน้อยนิดของฉันคงไม่พอ เลยอาสาพาไปอีกหมู่บ้านนึงที่ใช้เวลาน้อยกว่าหน่อย แต่มีป้อมศิลาให้ดูแบบใกล้ชิด นั่นก็คือ หมู่บ้านจงลู่
เราขับรถเลาะเลียบแม่น้ำ ไปซักพัก ก็เลี้ยวข้ามสะพาน ... ผ่านทางเข้าหมู่บ้านแบบไม่ต้องเสียตังค์ (อีกแล้ว) ไต่ถนนลูกรังขึ้นเขา ทางพับไปพับมาชวนเวียนหัว แล้วก็สูงขึ้นเรื่อยๆ ... เราเอารถมาจอดทิ้งไว้ที่ดูเหมือนเป็นโรงเรียนเก่าแห่งนึง ... แล้วก็ออกเดินเท้าสำรวจหมู่บ้านกัน


* ป้อมศิลาแห่งนี้ ... อายุกว่า 300 ร้อยปี
ที่นี่ ... เราได้เห็นป้อมศิลาในระยะประชิด ถ่ายรูปกันจนจุใจ ... ได้เข้าไปนมัสการวัดลามะประจำหมู่บ้าน หลังจากไหว้พระทำบุญ ลามะแจกผ้าขาวมาคล้องคอ กับชานมแพะเค็มปริ๊ดร้อนๆ มาเสิร์ฟให้ถึงที่ ...แต่ได้แค่จิบ จะบ้วนทิ้งก็เกรงใจ อุตส่าห์ต้มมาให้ร้อนๆ ได้แต่ยิ้มแหะๆ ... ขอไม่กินได้ป่าว
ข้างๆวัด เราได้เห็นหลุมศพโบราณ เจาะเป็นโพรงลึกขนาดเล็กเข้าไปในภูเขา ... หลุมศพนี้อายุกว่า 3,000 ปี ... ไกด์ผี (คนขับรถ) บอกไงเราก็เชื่อหมด สังเกตว่าทุกหลุมจะหันหน้าเข้าหายอดเขาศักดิ์สิทธิ์ ยอดเขาแหลมๆ ฝั่งตรงข้ามโน่น ... แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีใครฝังศพกันแล้วล่ะ ธรรมเนียมนิยมของชาวทิเบต สาย Jiarong ... เขาสับร่างเป็นชิ้นๆ แล้วปล่อยให้แร้งจิกกิน เรียกว่า "ฝังฟ้า" นัยว่าเป็นทานให้แก่สัตว์แม้ยามตายจาก ... ฟังแล้วสะดุ้ง นึกภาพเป็นหมอสับเมียทิ้งชักโครกแถวๆเมืองไทย


* บรรยากาศสงบ แต่สีสันจัดจ้านในวัดลามะประจำหมู่บ้านจงลู่

* ตรงนี้หน้าวัด ... ชาวบ้านมานั่งซักผ้าตากแดด ปีนไปบนหลังคาเก็บฟาง มีจามรียืนเป็นพรีเซนเตอร์อยู่มุมด้านขวา เห็นกันไหมเอ่ย
เราพบบ้านหลังใหญ่โตโดดเด่น ... เห็นชาวบ้านกำลังช่วยต่อเติม เลื่อยไม้ ... บ้านหลังนี้เป็นของหัวหน้าหมู่บ้าน ที่เอาส่วนหนึ่งของบ้านทำเป็นศูนย์อนุรักษ์วัฒนธรรมชาวจงลู่ เขารักษาบ้านแบบดั้งเดิมเอาไว้ พร้อมเก็บรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ อาวุธ เครื่องแต่งกายโบราณ ที่กระจัดกระจายให้มารวมอยู่ในที่เดียวกัน แล้วเปิดให้เข้าชมฟรี ... ความคิดดีจัง ของเหล่านี้ตั้งแต่ยุคสมัยราชวงศ์ชิง (ราชวงศ์แมนจูสุดท้าย จักรพพรดิ์ปูยีน่ะแหละ ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง) โน่นแน่ะ



* มุมสวยๆ ในบ้านศูนย์อนุรักษ์วัฒนธรรมจงลู่

* ห้องรับแขกแบบโบราณ เจ้าบ้านจะต้มชา และย่างแป้งโมโมต้อนรับแขกที่เตาตรงกลางนั่น

* วิวสวยๆ จากดาดฟ้า สูงเท่ากับตึก 5 ชั้น ... เสี่ยงชีวิตปีนบันได ขึ้นไปเก็บภาพมาสวยมาฝากนะเนี่ย

* บันไดน่ากลัวแค่ไหน ... ดูดิ


* ดูกันเพลินๆ บรรยากาศแสนจะรื่นรมย์
หมู่บ้านที่นี่เรียบง่าย ... ใช้ชีวิตสบายๆ ไม่รีบร้อน แต่ถึงห่างไกลแค่ไหน ก็มีไฟฟ้าใช้ มีดาวเทียมให้ดูนะ ถึงอย่างนั้นคนเมืองอย่างเราได้แต่สงสัยว่าเขาทำอะไรกินกันหนอ เรียนที่ไหน อยู่ได้ยังไง เดินทางลำบากไหม ... เดือดร้อนแทน ทั้งที่เขาก็ยังยิ้มร่า แถมร่ำรวยน้ำใจ ... หาน้ำหาท่าให้คนแปลกหน้าอย่างพวกเรากิน โดยไม่ต้องร้องขอ... แบบนี้เรียกว่า "อยู่อย่างพอเพียง" หรือเปล่านะ
...
...
ตอนหน้า ... ตอนสุดท้ายในเมืองตันปาแล้วล่ะ พาขึ้น เขา Dingguoสูง 4 พันกว่าเมตร ฝ่าป่ารกๆไปเจอวัดลามะเล็กๆ ... เดินเที่ยวกับลามะน้อยใจดี ที่พูดกันไม่รู้เรื่องซักกะนิด
...
...